Learngears ไปเป็นวิทยากรให้กับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Hanyang University

ทางคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดโครงการ Study Tour and Visitation ให้กับคณาจารย์และนักศึกษาหนักสูตร Master of Business Administration (MBA) จาก Hanyang University ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยระดับประเทศ ของไทยและเกาหลีใต้

Chulalongkorn University

Chulalongkorn University

ในวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ทาง Learngears จึงได้จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Bringing Imagination with Reality” เป็นภาษาอังกฤษให้กับทางนักเรียนและศาสตร์จารย์ Cho จากมหาวิทยาลัย Hanyang ครับ

เทคโนโลยีสุดล้ำ 3: เที่ยวอวกาศกันเถอะ โรงแรมหรูวิวกาแลคซี่

โรงแรมบนอวกาศ

พัทยา หัวหิน พัทยา หัวหิน … ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น … วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ เบื่อกันแล้วใช่ไหมครับ?

เทคโนโลยีสุดล้ำตอนที่  3 จะพาไปชมโรงแรมหรูวิวกาแลคซี่ ของบริษัทสายพันธุ์หมีขาวที่ตั้งแต่จะทำ Space Hotel เปิดการค้าสู่ตลาดมหาชนเป็นรายแรกของโลก ที่ประกาศก้องว่าจะมีแผนให้ทำโรงแรมในชั้นอวกาศ ลอยขึ้นไป 217 ไมล์จากผิวโลก สามารถรองรับแขกที่พักบริการได้ 7 คนด้วยความจุ 4 ห้อง ในแต่ละห้องมีหน้าต่างบานมหึมาเปิดให้เห็นวิวโลกทั้งใบด้านล่าง ในอีก 5 ปีข้างหน้า 2016

แค่การเดินทางไปให้ถึงโรงแรมก็เป็นการผจญภัยขั้นสุดยอดของชีวิตแล้วล่ะครับ นักท่องเที่ยวจะใช้เวลา 2 วัน ขึ้นจรวดโซยุส (Soyuz) ไป รับรองว่าทริปหยุดโลกนี้ไม่ใช่ราคาถูกๆ แน่ๆครับ คุณต้องจ่าย 1 แสนปอนด์สำหรับค่าที่พัก 5 วัน (ประมาณ 5 ล้านบาท) และอีก 5 แสนปอนด์สำหรับทริปจรวด (ประมาณ 25 ล้านบาท) สรุปโดยรวมต้องใช้เงินประมาณ 30 ล้านสำหรับการไปเที่ยวอวกาศรอบหนึ่ง … ผมเชื่อว่าเศรษฐีไทยมีปัญญาแน่นอน แค่ 30 ล้าน ขนหน้าแข้งไม่ร่วงแน่ๆ

ห้องพักในโรงแรมอวกาศ

ห้องพักในโรงแรมอวกาศจะติดตั้งกล้องส่องทางไกล และกล้องถ่ายภาพเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับชมดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้อย่างเต็มอิ่ม

ในสถานที่ที่ไม่มีแรงโน้มถ่วง (มีแต่น้อยมากเมื่อเทียบกับบนโลก ถ้าจะให้ถูกหลักฟิสิกส์) นักท่องเที่ยวจะสามารถเลือกได้ว่าอยากนอนแนวนอนหรือนอนแนวดิ่ง ในขณะที่ห้องอาบน้ำจะต้องปิดหมดทุกด้านป้องกันไม่ให้น้ำกระเด็นออกมา ซึ่งนักบินอวกาศทั่วไปไม่มีการอาบน้ำแบบนี้นะครับ พวกเขาจะต้องใช้ฟองน้ำค่อยๆขัดตัวถูตัวอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติจนกว่าจะได้กลับบ้าน (โอว … คิดสภาพ ถ้าต้องไปสัก 3 เดือน สงสัยกลับมาได้ไปสังกัดพรรคยาจก)

ลูกเรือที่มีประสบการณ์จะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวตลอดเวลา พวกเศรษฐีที่รักการผจญภัยเหล่านี้จะได้รับประทานอาหารที่เตรียมจากบนโลก ส่งไปด้วยกันบนจรวดแล้วไปอุ่นไมโครเวฟ (หวังว่าไม่ใช่ 7-11) เช่น สตูว์แก้มลูกวัวใส่เห็ดหรือซุปมันฝรั่ง อาหารไฮโซเหล่านี้จะดีกว่าอาหารแห้งหลอดแช่แข็งที่เป็นอาหารสำหรับนักบินอวกาศอย่างแน่นอน

ห้องควบคุมในโรงแรมอวกาศ

ห้องควบคุมในโรงแรมอวกาศ

นักท่องเที่ยวอาจจะต้องต้อนรับแขกที่คาดไม่ถึง โรงแรมนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นสถานีช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินสำหรับนักบินอวกาศที่ดำเนินการอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งจะเป็นที่พักชั่วคราวแทนการย้ายพวกเขาลงมาสู่โลก

แผนภาพแสดงถึงโรงแรมบนอวกาศ

แผนภาพแสดงถึงโรงแรมบนอวกาศ

เริ่มจากนั่งจรวดไป 7 วัน เลือกว่าจะนอนแนวนอนหรือแนวดิ่ง ครัวหุงต้มได้ด้วย Microwave และมีตู้เย็นให้ ห้องน้ำใช้อากาศเป็นตัวพาของเสียไปแทนน้ำ (แล้วจะทิ้งไหน หวังว่าไม่ปล่อยให้มันลอยไปนะ) มีแผงมอนิเตอร์สำหรับควบคุมอากาศและระบบไฟฟ้า และสุดท้ายมีห้องปิดสำหรับอาบน้ำ

ภาพรูปตัด Perspective ดูกันให้เห็นชัดๆ

ภาพรูปตัด Perspective ดูกันให้เห็นชัดๆ

ธุรกิจโรงแรมบนอวกาศของ Orbital Technologies นี้จะเล็งตลาดเศรษฐี กลุ่มคนรวย และพวกพนักงานบริษัทเอกชนที่ต้องการการทำวิจัยบนอวกาศ ซึ่งนั่นก็น่าสนใจนะครับสำหรับคนทั่วๆไป นักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการการทดลองบางอย่างบนอวกาศ แต่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในสมัยก่อนว่าจะขอติดนักบินอวกาศไปด้วย

ห้องพักภายนอก

ห้องพักภายนอก

ชาเย็น น้ำแร่และน้ำผลไม้จะมีไว้เพื่อเสริฟตลอดเวลา แต่ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด น้ำเสียจะถูกรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่

ปี 2016 โรงแรมแท่งนี้จะเปิดทำการ

ปี 2016 โรงแรมแท่งนี้จะเปิดทำการ

โรงแรมแห่งนี้ หรือจะเรียกด้วยชื่อทางการว่าสถานีอวกาศสำหรับการพาณิชย์แห่งนี้มีตารางเปิดทำการในปี 2016 ทางผู้บริหารเคลมว่าในสถานีอวกาศจะมีเครื่องอำนวยความสะดวกให้และใช้ชีวิตกินอยู่อย่างสบายกว่าสถานีอวกาศระหว่างประเทศที่เป็นสถานที่ทำงานของนักบินอวกาศแน่ๆ

แผงโซล่าเซลล์สำหรับพลังงานไฟฟ้าบนสถานีอวกาศพาณิชย์แห่งนี้

แผงโซล่าเซลล์สำหรับพลังงานไฟฟ้าบนสถานีอวกาศพาณิชย์แห่งนี้

ไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างโครงการนี้เท่าไหร่ แต่ทริปห้าวันอย่างน้อยๆก็ต้องจ่าย 30 ล้านบาท กระเป๋าหนักๆรับรองไหว แต่คนธรรมดาก็รอไปก่อนนะครับ

อ่านเพิ่มเติมโรงแรมสุดหรูวิวกาแลคซี่ได้ที่ Dailymail.co.uk

เทคโนโลยีสุดล้ำ 2: เติมชีวิตให้ขาเทียม ทำนายการเคลื่อนไหวให้เดินอย่างเป็นธรรมชาติ

สวัสดีครับ เทคโนโลยีสุดล้ำตอนที่ 2 นี้ ผมจะนำพาพวกท่านไปพบกับเทคโนโลยี ที่รวมชีวิตเข้ากับเครื่องกล จนกลายเป็นพื้นฐานของอวัยวะเทียมที่มีชีวิต สิ่งมหัศจรรย์ที่จะสร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้พิการตลอดอีก 10 ปีข้างหน้า คุณจะได้เห็น แขนเทียม ขาเทียม ข้อมือเทียม ข้อเท้าเทียม ที่ทำงานได้เหมือนธรรมชาติ หรือใกล้เคียงมากที่สุด ทุกอย่างที่ต้องการครับ

รูปของเครก ฮัตโต (Craig Hutto) เด็กชายวัย 16 ปี ก่อนที่จะถูกฉลามกระชากขาข้างหนึ่งของเขาลงทะเลไป

Craig Hutto 2005

Craig Hutto, 2005 ภาพสุดท้ายที่เขามาขาครบสองข้าง

โศกนาฎกรรมอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นกับเด็กน้อยคนหนึ่ง ได้นำไปสู่การเคลื่อนไหวอย่างมหาศาลขององค์กรรัฐหลายแห่ง รวบรวมเทคโนโลยีขั้นสุดยอดของหลากสาขาวิชา ประดิษฐ์คิดค้นนานกว่า 7 ปี จนกลายเป็นขาข้างใหม่ที่จะช่วยผู้พิการขาทุกคนบนโลกมีชีวิตที่ดีขึ้น

Vanderbilt University

ข่าววิจัยจาก Vanderbilt University

ขาไบโอนิค (Bionic Legs) จากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิล (Vanderbilt University) ช่วยให้ผู้พิการสามารถเดินได้เหมือนธรรมชาติ ต่างจากขาเทียมทั่วๆไปที่พวกเรามองอย่างผิวเผินก็จะเห็นความผิดปกติ ที่คนเดินจะต้องลากขาเหมือนเป็นแท่งๆตามหลังขาดีที่ก้าวนำไปข้างหน้า

Electronic Board

Electronic Board ปุ่มเปิดสวิทช์อยู่ตรงนั้นเลยครับ

ขาไบโอนิคข้างนี้ใช้เทคโนโลยีล่าสุดในวงการคอมพิวเตอร์ เซนเซอร์ มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอร์รี่ เติมชีวิตให้ขาเทียม

Craig Hutto รอด

เครกตอนรอดชีวิตใหม่ๆ

ขาข้างนี้เป็นอุปกรณ์ชิ้นแรกสำหรับผู้ทุพลภาพที่ช่วยให้หัวเข่าและข้อเท้าทำงานสัมพันธ์กัน ด้วยเซนเซอร์หลายจุดที่คอยตรวจสอบการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ และซีพียูประมวลผลอีกหลายตัวที่โปรแกรมให้ใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์เหล่านี้ ทำนายการเคลื่อนไหวของคนล่วงหน้า ว่าต้องการจะทำอย่างไร แล้วส่งผลออกไปหาอุปกรณ์ขาชีวภาพชิ้นนี้ให้เคลื่อนตามสิ่งที่มันคำนวนออกมา

เครกเดิน

เครกเดินอย่างเป็นธรรมชาติ

“ขาเทียมมักจะเดินตามหลังผมก้าวหนึ่งเสมอ แต่ขาจากแวนเดอร์บิลข้างนี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็ไล่ผมทัน ตอนที่มันทำงานได้ดี มันแตกต่างจากขาเทียมปกติอย่างสิ้นเชิง” คำพูดจากชายหนุ่มอายุ 23 ปีผู้นี้ ที่ทดลองการใช้ขามาเป็นเวลากว่าหลายปี

กว่าจะสำเร็จเป็นขาไบโอนิก นักวิจัยที่แวนเดอ์บิลต้องใช้เวลากว่า 7 ปี ในการทำงานผสมผสานระหว่าง เครื่องกล ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ และโปรเจคนี้จะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าหากไม่มีเงินทุนจาก National Science Foundation

ศาสตราจารย์ไมเคิล โกลด์ฟาร์ป หัวหน้าใหญ่ที่ควบคุมการวิจัยมาตลอด 7 ปี และเครก ฮัตโต ผู้พิการที่กำลังใส่ขาเทียมที่มีชีวิต ข้างที่กำลังพัฒนาอยู่ที่แวนเดอร์บิล

ศาสตราจารย์ไมเคิล โกลด์ฟาร์ป หัวหน้าใหญ่ที่ควบคุมการวิจัยมาตลอด 7 ปี และเครก ฮัตโต ผู้พิการที่กำลังใส่ขาเทียมที่มีชีวิต ข้างที่กำลังพัฒนาอยู่ที่แวนเดอร์บิล

ขาข้างนี้เป็นหลักฐานอีกก้าวหนึ่งของโลกมนุษย์ ที่พยายามจะรวมร่างของมนุษย์กับเครื่องกลเข้าไว้ด้วยกัน ออกแบบมาไว้สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้การเดิน ลุก ยืน นั่ง เดินขึ้นบันได เดินลงทางลาดเอียง ทำได้ง่ายกว่าเดิมมากๆ การศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเดินทำได้เร็วกว่าปกติกว่า 25% ในทางเรียบ เมื่อเทียบกับขาเทียมธรรมดา เหตุผลหนึ่งก็มาจากส่วนเครื่องกลในขาเทียมทำให้คนใช้ ออกแรงน้อยกว่าเดิม 30 – 40%

ขาเทียมเดิน

ขาเทียมบางมาก เดินอย่างสบาย

“การขึ้นลงทางลาดเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับขาเทียมทั่วไป ผมต้องมีสติอยู่ตลอดในทุกๆที่ที่ผมไป เพราะผมจะเหนื่อยมากเวลาเดินขึ้นลงทางลาด แต่ตอนนี้ปัญหาเหล่านั้นได้หมดไปด้วยขาไบโอนิก มันเดินขึ้นลงทางลาดได้เหมือนขาปกติเลยครับ”

ขาเทียม

น้ำหนักที่เบาเพียง 4 กก เศษ

ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด ทำให้วิศวกรที่แวนเดอร์บิลสร้างอุปกรณ์ที่หนักเพียง 9 ปอนด์ (4 กิโลเศษ) ที่เบากว่าขามนุษย์ทั่วๆไป และสามารถทำงานต่อเนื่องกันได้ 3 วันโดยไม่ต้องชาร์จแบตเตอร์รี่ เดินได้เป็นระยะทาง 13 – 14 กิโลเมตร และมีเสียงรบกวนน้อยที่สุด

หากคนในประเทศไทยถูกฉลามกัดขาขาด จะมีการวิจัยช่วยเหลืออย่างนี้ไหม?

ท่องชมมหกรรมวิทย์ 54 ภาค 10: ถ่ายภาพกับไอน์สไตน์เต้นลง Facebook

Science I Like เด็กๆมุง

ภาคสุดท้ายกันแล้วนะครับ งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 54 จะปิดตัวลงในวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคมนี้ ถ้าใครยังไม่ได้ไปนี่ก็เป็นโค้งสุดท้าย โอกาสสุดท้ายกันแล้ว เหลือเวลาอีกแค่เพียง 2 วันเท่านั้น และรอบนี้ผมจะแนะนำ High Light ของงานนี้เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือบูทของ Science I Like ของหน่วยงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ครับ

Science I Like Robot

Science I Like Robot

ในส่วนนี้มีการสร้างหุ่นยนต์จำลองขึ้นมา 1 ตัวนะครับ น่าเสียดายที่ขยับไม่ได้และก็ไม่ค่อยสมประกอบเท่าไหร่ (ไม่มีขา)

เห็นกันเต็มๆ

เห็นกันเต็มๆ

แต่หุ่นตัวนี้ที่ถูกจำลองมาจะบอกเด็กๆได้ว่า การเป็นหุ่นยนต์นั้นต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น ระบบ Sensor ที่ใช้แทนดวงตา หรือระบบประสาทสัมผัสต่างๆ ที่พัฒนามาจากเทคโนโลยีที่ต่างๆกัน โดยส่วนที่บรรยายบริเวณกำแพงด้านหลังจะเป็นจุดบอกรายละเอียดของเทคโนโลยีสำหรับการสร้างหุ่นยนต์ตัวนี้ครับ

Bio Technology

Bio Technology

ในส่วนบูทเขียวๆนี้เป็นเทคโนโลยีชีวภาพ มีการปลูกเห็ดปลูกรา เพาะแบคทีเรียกันให้ดูเป็นสีสวยงาม ใช้น้ำเชื้อเพาะเลี้ยงเชื้อเหล่านี้เป็นรูปต่างๆ เช่นหัวใจ หรือตัวอักษรที่เราต้องการเขียนลงไปก็ได้

แบบจำลองเชื้อต่างๆ

แบบจำลองเชื้อต่างๆ

ต้นเหลืองๆใหญ่ๆนั่นก็คือเชื้อรา ส่วนแบคทีเรียรูปต่างๆเช่นหัวใจหรือตัว M ก็ถูกเพาะลงในกล่องเพาะเชื้ออย่างที่เห็นนั่นล่ะครับ

Augmented Reality ถ่ายรูป

Augmented Reality

ผมจะพาไปถ่ายรูปกับนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดในยุค อัลเบริ์ทไอน์สไตน์นั่นเอง ในจอจะเห็นว่าเด็กคนนั้นถือโมเดลตัวการ์ตูนไอน์สไตน์อยู่ ทั้งๆที่มือเขาก็ถือแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง นั่นเป็นเทคโนโลยี Augmented Reality หรือการ “เสริมความจริง” เหนือยิ่งกว่า Virtual Reality ที่เป็นเพียง “โลกเสมือนจริง” ทำให้คนเราสามารถจับต้องสิ่งของที่อยู่ในโลก Digital ได้ครับ

สนุกกันใหญ่

สนุกกันใหญ่

เด็กๆแต่ละคนก็สนุกสนานกันใหญ่ คว้ากระดาษที่มี AR Code พรินท์อยู่ขึ้นมาส่องเข้ากับกล้อง ทำให้เกิดเป็นโมเดลต่างๆที่ทางบูท Science I Like ได้กำหนดไว้ ก็คือพวกโมเลกุลเคมี บิ๊กเกอร์ใส่สารทดลอง DNA หมุนๆไปมา และกล้องจุลทรรศน์ครับ

นี่ก็อีกโรงเรียน

กล้องถ่ายรูปอัตโนมัติ

ใครมีลูกหลาน ก็พาไปลองเล่นดูนะครับ  จะเห็นว่าแผ่นกระดาษแผ่นล่างสุด ที่น้องคนนี้ถือมีรูปกล้องถ่ายรูปอยู่ด้วย โปรแกรม Augmented Reality ของทาง LarnGear Technology นี้จะจับภาพกล้อง แล้วทำการถ่ายรูปน้องๆที่อยุ่หน้ากล้อง โพสเข้าไปในเฟสบุ๊คของ Science I Like ใครแวะไปถ่ายภาพมาแล้ว ก็สามารถเข้าไป Tag ตัวเองได้เลยครับ

พันกว่ารูปแล้ว

พันกว่ารูปแล้ว

ล่าสุดผมเข้าไปเช็คในเฟสบุ๊คก็เห็นมีพันกว่ารูปแล้วครับ

รถแข่งจากญี่ปุ่น

รถแข่งจากญี่ปุ่น

ข้างๆกล้องถ่ายรูป Augmented Reality ก็มีรถแข่งจากญี่ปุ่นของ Tokyo Tech เอามาตั้งไว้ เป็นจุดที่ดึงดูดความสนใจ เด็กชายวัยรุ่นที่สนใจเทคโนโลยีรถแข่งความเร็วสูงคันนี้

6 - 21 สิงหาคม มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2554

6 - 21 สิงหาคม มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2554

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอบคุณทุกคนนะครับที่ตามอ่านบทความท่องชมมหกรรมวิทย์ 54 ตั้งแต่ภาคแรกจนภาคสุดท้าย :-) ก่อนจบผมก็ขอฝากบทความซีรี่ยส์ใหม่ล่าสุด ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยครับกับ เทคโนโลยีสุดล้ำ

ขอบคุณครับ! ปีหน้าพบกันใหม่!

เทคโนโลยีสุดล้ำ 1: คอมพิวเตอร์ชิพที่เรียนรู้ตัวเองได้จาก IBM

IBM Cognitive Chip

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำตอนแรกขอนำเสนอ บริษัท IBM ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์ ที่ได้ก้าวเข้าไปอีกขั้นกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เรียกกันว่า A.I. (Artificial Intelligence) ด้วยผลงานชิ้นเอก ชิพที่จำลองการทำงานมาจากสมองมนุษย์

เครื่องบิน

เครื่องบิน

ลองคิดถึงเครื่องบินดูนะครับ เครื่องบินลำเล็กกระจิ๋วที่บินโดยไม่มีนักบิน ไม่มี Remote Control บินตรงเข้าไปที่โรงเก็บเครื่องบินด้วยความเร็วประมาณ 1,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (ความเร็วเหนือเสียง) ผ่านช่องแคบๆที่กว้างแค่ไม้บรรทัด 10 อันต่อกัน มันมีแค่ในนิยายวิทยาศาสตร์ เป็นไปไม่ได้ใช่ไหมครับ เพราะว่าเราไม่มีเทคโนโลยีพอที่จะสร้างเครื่องบินแบบนี้ได้

แต่เจ้าตัวนี้ ... ทำได้

ในขณะที่เจ้าตัวเนี้ย สามารถบินผ่านช่องแคบๆแค่นี้ ได้ด้วยความเร็ว 35 ไมล์ต่อชั่วโมงได้

นกกับช่องแคบ 2

ใช้สมองคิดว่าจะบินผ่านไปอย่างไร

จะเห็นว่าในการที่จะบินผ่านช่องเปิดกว้างแค่ 2 นิ้วแบบนี้ด้วยความเร็วสูง นกน้อยจำเป็นต้องเบี่ยงปีกบิดตัวบินเข้าด้านข้าง ซึ่งถ้าคิดซะว่าเราเป็นนกตัวนี้ การตัดสินใจบินเข้ารูไปแบบนี้ก็เป็นการตัดสินใจง่ายๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของมันใช่ไหมครับ

มนุษย์เดินบนถนน

คนเดินบนถนน

มนุษย์เองก็เหมือนกัน การตัดสินใจแบบนี้เป็นสิ่งที่ง่ายๆไม่ยากเลย สมองคนก็ต้องตัดสินใจตอนข้ามถนน ว่าจะไปอย่างไรไม่ให้รถชน หรือต้องคิดถึงสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว แล้วตัดสินใจไปในขณะนั้นว่า จะเดินอย่างไรไม่ให้ชนคนในตลาด เป็นต้น

เครือข่ายเซลล์สมอง

เครือข่ายเซลล์สมอง

สิ่งที่สุดยอดจริงๆของการทำงานของสมอง 2 อย่างก็คือ

1) สมองคนทำงานแบบนี้อย่างทันท่วงที ทุกจังหวะเวลา หรือที่เรียกกันในภาษาคอมพิวเตอร์ว่า Real-Time ซึ่งเซลล์สมองคนมีระดับความเร็วในการทำงานอยู่ประมาณ 1 มิลลิวินาที (1 ใน 1,000 วินาที) ฟังแล้วเหมือนเร็วใช่ไหมครับ แต่จริงๆแล้วเนี่ย การทำงานแบบนี้จัดว่า “ช้ามาก” สำหรับคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน ที่ทำงานกันในหน่วยนาโนวินาที หรือเร็วกว่าสมองมนุษย์ 1 ล้านเท่า … แต่ สมองมนุษย์ทำงานแบบนี้ได้ สมองคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน … ทำไม่ได้

พลังงาน 1 Watt ใช้ได้กับหลอดไฟดวงกระจิ๋วเท่านั้น

สิ่งสุดยอดอย่างที่ 2) กืคือ พลังงานที่ใช้ สมองของสัตว์ตัวเล็กๆที่ทำงานแบบนี้ อย่างมากใช้พลังงานแทบไม่ถึง 1 Watt ในขณะที่คอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานแบบนี้ต้องใช้พลังงานมากกว่าถึง 500 เท่า ซึ่งถ้าเราต้องการจะออกแบบเทคโนโลยีสักอย่าง ที่ทำได้เหมือนสิ่งมีชีวิตพวกนี้ เราก็ต้องเข้าใจในการทำงานของอวัยวะเหล่านี้ครับ

Dr. Stefano Fusi

Dr. Stefano Fusi คนเล่าเรื่องนี้

หลังจากที่ ดร. สเตฟาโน่ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเล่าเรื่องนี้จบ ผมก็เกิดความสนใจในชิพที่ทำงานเลียนแบบสมองมนุษย์ขึ้นมาอย่างสุดๆเลย

โปรเจคนี้เป็นโปรเจคที่ IBM วิจัยให้กับองค์กร DARPA (Defense Advanced Research Projects Agency) ที่มีหน้าที่พัฒนาโปรเจคล้ำยุคใหม่ๆเพื่อกองทัพสหรัฐอเมริกา โปรเจคนี้มีชื่อว่า SyNAPSE ที่แปลตรงตัวทางการแพทย์ว่าจุดประสานประสาท เป็นจุดเชื่อมระหว่างเซลล์ประสาท 2 เซลล์ในสมองมนุษย์

IBM เรียกชิพที่เลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์นี้ว่า “Neurosynaptic Computing Chip” เป็นชิพที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนซิลิก่อน มีความสามารถในการจำลองเซลล์ประสาท จุดประสานประสาท และแกนเซลล์ประสาทในรูปแบบของดิจิตอล

เพื่อให้จำลองเซลล์ประสาทได้สำเร็จ พวกนักวิจัยต้องเลิกใช้ทฤษฎีสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ทั่วๆไปของ von Neumann ที่เชื่อมหน่วยประมวลผลกับหน่วยความจำเข้าด้วยกันด้วยการเชื่อมต่อช่องทางเดียว โครงสร้างแบบนี้จะทำให้ข้อมูลไหลได้เร็วแต่จำกัด ซึ่งไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ กินไฟมาก โดยเฉพาะในระบบที่ทั้งใหญ่ทั้งซับซ้อน

แทนที่จะเดินตามรอยเดิม IBM จับหน่วยความจำยัดรวมเข้ากับหน่วยประมวลผล จับ Hardware และ Software มารวมกันในแบบที่คล้ายๆกับการจดจำของสมองมนุษย์ การทำแบบนี้จะทำให้การส่งข้อมูลทำได้ช้ามากๆ แต่จะทำให้ระบบประมวลผลหลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกันเหมือนกับมนุษย์ และใช้พลังงานไฟฟ้าที่ต่ำมากๆด้วย

เครื่องต้นแบบสองชุดนี้ของ IBM ได้แสดงให้เห็นแล้วถึงความสามารถในการ จดจำการเคลื่อนที่ จดจำรูปแบบต่างๆ และแยกแยะสิ่งของได้ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายในอนาคตที่จะสร้างชิพที่เล็ก กินไฟน้อย สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน และเรียนรู้ตัวเองได้

พร้อมแล้วรับชมวีดีโอกันได้เลยครับ (ภาษาอังกฤษนะ)

อ้างอิงจาก IBM Research